Creative Brand 2

[audio:http://www.blog.ibargame.com/wp-content/uploads/2011/01/LinkCorner-Cant-live.mp3|titles=LinkCorner-Cant’ live]
Creative Brand ibargame

1.> ขั้นแรกเมื่อลูกค้า Brand Manager หรือเจ้าของสินค้าเข้ามาจะต้องให้กรอกแบบฟอร์ม เรียกว่า Fact & Wish (ความจริง
และความปรารถนา) ก่อน…ขั้นตอนนี้จะเป็นช่วงที่จะ Inspect เป็นการตรวจ Detect ให้พบ Health Condition ของ Brand
ในปัจจุบัน จะมีหลายๆข้อ ด้านหนึ่ง เป็น Fact ซึ่งลูกค้าต้องทำใจเป็นกลาง อีกด้านหนึ่งเป็น Wish ว่าลูกค้าปรารถนาให้เป็นอย่างไร
เช่นเรื่อง Image ที่ทันสมัยมีพลังได้ 5 แต่ความปรารถนาอยากจะให้ได้ 8 อะไรแบบนั้นเพื่อให้สามารถรู้ Condition ในปัจจุบัน
และ Direction ที่จะไปในอนาคต … ฟอร์มอันนี้นอกจากให้เจ้าของสินค้าหรือเจ้าของ Brand กรอกยังจะต้องให้ Target ของลูกค้า
กรอกด้วยเป็นการเช็ค Condition อย่างรวดเร็วเบื้องต้น คือถ้าลูกค้าไม่ได้อยากทำ Research ให้เป็นเรื่องราวใหญ่โต แบบฟอร์มนี้
จะช่วยบ่งบอกและเข้าความเป็นจริงของแบรนด์ในวันนี้ ก่อนอื่นเลยเพราะจะได้รู้ว่าสถานภาพของ Brand ลูกค้าอยู่ตรงไหน ในปัจจุบัน

2.> ต่อมาเราจะเป็นหมอวินิจฉัยโรค คือจะมี ID ฟอร์ม I คือ Identify ส่วน D คือ Discover หรือ Diagnose ว่า Brand ลูกค้า
ป่วยด้วยเรื่องอะไร ฟอร์มนี้จะได้รู้ว่าจะต้องรักษาโรคด้วยวิธีไหน บ่งบอก Symptom และทิศทางในการรักษาเฉพาะตัว ไม่ใช่ทุก Brand
สามารถใช้สูตรสำเร็จเดียวกันได้หมดเลย เพราะมันต้องเป็น Customized Brand Solutions

3.> Soulscape คือต้อง Dig & Peel ซึ่งต้องขุดและปอกเปลือกให้ได้มากที่สุด มุมที่ 1. ก็คือมุมของ Brand ของลูกค้าเอง มาหา
ตัวตนของ Brand มาหาวิญญาณหรือพันธุกรรม ยีนของ Brand เพื่อหา Role และ Meaning ของ Brand ว่ากำลังเล่นบทไหนอยู่มี
Story อะไรอยู่และน่าจะเป็นอะไรต่อไป สูตรนี้ผสมกลมกลืนมาจากธาตุทั้ง 5 ของจีน ธาตุไม้คือความคิด ธาตุไฟคือพลังงาน น้ำจะเป็น
Emotion ดินจะเป็นแก่นสารสารประโยชน์ จิตวิญญาณก็คือธาตุทอง จะบอกโครงสร้างเบื้องต้นของ Brand ก่อนจะเจาะลึกหาโครงสร้า
งละเอียดและเผ่าพันธุ์เฉพาะเจาะจงย่อยต่อไป

4.> Mindscape เป็นเรื่องของกลุ่มเป้าหมาย การไปค้นพบตัวตนและจิตใจของผู้บริโภคว่าลึกๆนั้นคืออะไร ต้องดูให้รู้ถึงว่า Value
ในการใช้ชีวิตเขาเป็นอย่างไร Motivation หรือแรงจูงใจว่าสิ่งไหนที่จะ Drive เขา ทำอย่างไรจะ Drive กลุ่มเป้าหมายที่มี Value
แบบนั้นให้มีพลังกระตุ้นใจที่สุด Brand จะต้องพูดต้องสื่อสารอย่างไรถึงจะโดนกลุ่มเป้าหมายได้จริง…จะเห็นได้ว่าทั้ง Brand ทั้งผู้บริโภค
จะมีรัศมีของเขาอยู่ ดังนั้นจึงต้องค้นหารัศมีให้ได้ทุกวงก่อนที่จะสร้างความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน

5.> Worldscape คือนอกจากข้างต้นแล้วยังต้องดู Environment คือตลาด สังคม สภาพแวดล้อม และโลกรวมทั้ง Trend ของทุก
อย่างเพื่อลูกค้าจะได้เห็น Opportunity, ตำแหน่ง , ช่องทางและโอกาสที่จะพา Brand ไปสู่กลุ่มเป้าหมาย

6.> The Power Zone หลังจากที่เป็นนักสืบ Search เป็นหมอวินิจฉัย แล้วก็จะมาถึงการ Invent คือการสร้าง หรือการ Reinvent
ก็ได้ ก็ต้องใช้ Imagination ใช้ Creativity สร้าง Brand ให้มีพลังดึงดูดใจคนที่สุด ทำอย่างไร ในการหาจุดเชื่อมระหว่างสิ่งที่อยู่ใน
รัศมี Scape ของ Brand และรัศมี Scape ของผู้บริโภคใน Scape ของ Environment ซึ่ง Zone หรือจุดตรงนี้จะเป็นจุดที่มีพลัง
งานที่สุดทำให้ Brand มีพลังที่สุดอยู่ต่อไปแบบยั่งยืน ไม่ตายและสร้างผู้บริโภคที่ภักดีกับ Brand การหาจุดนี้ให้เป็น Brand Idea ที่
พิเศษและมีความหมายกับคนนั้นเป็น Idea ที่มีพลังใช้ได้ทุกที่ Beyond Advertising ไปหมดทั้ง Internal และ External …ภายใน
หมายถึง วัฒนธรรมองค์กร นโยบาย การพัฒนาพนักงาน แต่งตัวอย่างไรมีความคิดและประพฤติปฎิบัติอย่างไร รวมทั้งการสื่อสารในองค์กร
หรือการออกสินค้าใหม่ๆจะต้องถูกต่อยอดจาก Brand Idea นั้น ส่วนภายนอกก็คือ บรรยากาศหรือ Environment ของ Brand คือ
การจะตกแต่งตนเองอย่างไร ภาพลักษณ์ของสถานที่หรือพื้นที่ต่างๆของ Brand จะเป็นอย่างไร และสุดท้ายคือ Communication
ว่าการสื่อสารทั้งหมดจะต้องมีFramework อย่างไรตั้งแต่ PR, Event, Promotion, Customer Relationship Program ส่วน Advertising เป็นหนึ่งในนี้เท่านั้นเอง

7.> Brandscape คือตัวที่จะกำหนดรัศมีขอบเขตอาณาจักรของBrand โดยก่อร่างที่หัวใจหรือ Core Essence, วิญญาณหรือ
Meaning รวมไปถึง Expression การแสดงออกบุคลิกลักษณะของ Brand ให้เห็นถึงตัวตนและโครงสร้างเฉพาะตัวของ Brand
ดุจเป็นอาณาจักรและขอบเขตรัศมีที่แผ่กว้างออกไปจากศูนย์กลางที่ชัดเจนเป็นหลักบรรทัดฐาน

8.> Brand Bible คู่มือและ Framework สำหรับการใช้งานทั้งภายในและภายนอก ครอบคลุมทุกมุมและมิติของการสื่อสารที่นำ
ไปปฏิบัติให้อยู่ในทิศทางเดียวกันไม่ว่ากิจกรรมใด

9.> Impact Points ช่องทางและกิจกรรมที่ควรทำเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดและคุ้มค่าการลงทุนที่สุดเพื่อวัตถุประสงค์ที่แตกต่าง
กันในระยะเวลาที่ต่างกันเพื่อผลลัพธ์ที่ต่างกัน

คุณดลชัยบอกว่า “ผมอยากจะ Position Brandscape ให้มี 3 วิญญาณอยู่ในตัว คือวิญญาณของความเป็นปราชญ์ (Sage)
เป็นนักคิดที่มี ความฉลาดมี Wisdom ในการแก้ปัญหา สองคือมีวิญญาณของ Explorer คือนักค้นคว้า นักทดลอง นักเปลี่ยนแปลง
ที่ Dynamic ที่ทันสมัยอยู่ตลอดเวลาไปตามแนวโน้มของโลก วิญญาณที่ 3 คือ Lover ผู้มอบความรัก ผู้มอบความเอาใจใส่และ
สามารถทำให้ Brand นั้นดูสวยงาม”

และวิญญาณทั้ง 3 นั้นนั่นก็คือตัวตนของคุณดลชัยอยู่แล้วที่ทุกๆคนยอมรับว่าเป็นแบบนี้จริงๆ และตัวตนของ Brandscape ก็จึงเป็น
อย่างนั้น ไม่ขาดอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะถ้ามีเพียง Sage อย่างเดียวก็จะดูเครียดเป็นวิชาการมาก Lover อย่างเดียว มันก็จะดูล่อง
ลอยเกินไป Explorer อย่างเดียวก็จะดูเหนื่อยเหลือเกิน มันจะต้องผสมกลมกลืนกันและเป็นจุดยืนของ Brandscape

สิ่งสำคัญมากในยุคนี้ เพราะเมื่อเราสร้าง Brand ให้กับองค์กรนั้นแล้ว พนักงานหรือคนที่อยู่ในองค์กรนั้น หากไม่เข้าใจวัฒนธรรม
และความหมาย Brand ขององค์กรอย่างแท้จริง อยู่ในสายเลือด อยู่ในจิตวิญญาณ พนักงานก็ไม่สามารถ ถ่ายทอดความเป็น
Brand นั้น ออกมาได้ เพราะพนักงานนั้นเป็น Media ที่สำคัญมากที่จะสื่อสารไปในทิศทางเดียวกัน

สูตรของ Brandscape ของคุณดลชัย www.brandage.com

Comments

comments

Leave a Reply

Your email address will not be published.